หลั่งเร็ว (Premature Ejaculation) คือ ภาวะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิเมื่อมีกิจกรรมทางเพศเร็วเกินไป ไม่สามารถควบคุมหรือชะลอการหลั่งได้ หลั่งภายในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการสอดใส่ เป็นหนึ่งในปัญหาเพศสัมพันธ์ที่พบในเพศชายซึ่งสร้างความหงุดหงิด วิตกกังวล
จนเกิดเป็นความทุกข์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ทางเพศ หรือขาดความมั่นใจจนทำให้ลดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศ
อาการหลั่งเร็วสามารถรักษาให้หายได้หากทราบสาเหตุและได้รักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งสาเหตุของการหลั่งเร็วอาจมาจากปัจจัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
การรักษาในเบื้องต้นอาจทำได้ด้วยการดูแลตนเอง แต่หากเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่ ผู้ป่วยอาจปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการของการหลั่งเร็ว
การหลั่งเร็วในเพศชายมี 2 ลักษณะ คือ ภาวะหลั่งเร็วตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกและหลั่งเร็วทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ กับภาวะหลั่งเร็วในภายหลัง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เคยหลั่งปกติมาก่อน
โดยอาการหลักของการหลั่งเร็ว ได้แก่ หลังการสอดใส่อวัยวะเพศ ไม่สามารถควบคุมหรือไม่สามารถชะลอการหลั่งได้เกินกว่า 1 นาที หลั่งก่อนที่จะสอดใส่อวัยวะเพศเข้าในช่องคลอด

สาเหตุของการหลั่งเร็ว
การหลั่งเร็วอาจเกิดจากบางสาเหตุ หรืออาจมาจากหลายสาเหตุ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดการหลั่งเร็ว คือ
- ทางร่างกาย อาจเกิดจากความผิดปกติของระดับฮอร์โมน ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง (สารสื่อประสาท) ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ การอักเสบและติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะหรือบริเวณต่อมลูกหมาก การถ่ายทอดทางพันธุกรรม อยู่ในภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และการใช้ยาหรือสารเสพติด
- ทางจิตใจ อาจมีปัจจัยที่กระทบต่อจิตใจจนส่งผลต่อการหลั่งเร็ว เช่น เครียด มีความวิตกกังวล อยู่ในภาวะซึมเศร้า มีปัญหาความสัมพันธ์ มีประสบการณ์ทางเพศเร็วหรือก่อนวัย มีเพศสัมพันธ์จากการทารุณกรรมทางเพศ เป็นต้น

การวินิจฉัยการหลั่งเร็ว
หากการหลั่งเร็วไม่ได้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศหรือไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาและความไม่สบายใจ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปพบแพทย์ แต่หากการหลั่งเร็วเริ่มสร้างปัญหา และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง ควรไปปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์
เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ กิจกรรมทางเพศ ปัญหาความสัมพันธ์ และประวัติการรักษาทางการแพทย์ พร้อมกับตรวจสุขภาพร่างกายในปัจจุบัน
หากพบปัญหาการหลั่งเร็วที่มาพร้อมกับปัญหาอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือดหาความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเพศชาย ตรวจหาความผิดปกติของท่อปัสสาวะ หรือแนะนำให้พบจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อหาแนวทางในการรักษาและแก้ไขต่อไป

การรักษาการหลั่งเร็ว
อาการหลั่งเร็วสามารถรักษาให้หายได้หากได้รักษาอย่างถูกต้องที่สาเหตุ และผู้ป่วยจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจได้ โดยแนวทางในการรักษาอาการหลั่งเร็วมีดังต่อไปนี้
- การดูแลรักษาอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง
ในเบื้องต้น ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาอาการได้ด้วยตนเองเมื่อมีกิจกรรมทางเพศด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองก่อนการมีเพศสัมพันธ์ 1–2 ชั่วโมง การเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่มีความหนาไม่ให้อวัยวะเพศไวต่อความรู้สึกจากผิวสัมผัส
นอกจากนั้น ขณะมีเพศสัมพันธ์ควรหยุดพักและนึกถึงเรื่องอื่นที่ไม่ทำให้เกิดอารมณ์ หยุดการทำกิจกรรมทางเพศ หรือหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามชะลอการหลั่งในขณะที่ใกล้หลั่ง แล้วค่อยเริ่มทำกิจกรรมต่ออีกครั้งหนึ่ง - อีกวิธีคือการใช้เทคนิคบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นบริเวณที่ส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมการหลั่งอสุจิได้ วิธีการบริหารเริ่มจากการหากล้ามเนื้อที่ต้องการบริหารให้เจอ โดยการหยุดปัสสาวะกลางคันแล้วเกร็งกล้ามเนื้อ เมื่อพบกล้ามเนื้อบริเวณที่ต้องการแล้ว หลังจากนั้นให้หดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณนั้น 3 วินาที แล้วคลายตัวอีก 3 วินาที ทำเช่นนี้ 10 ครั้ง ต่อ 1 รอบ ระหว่างนี้ให้หายใจเข้าออกตามปกติ บริหารกล้ามเนื้อเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน วันละ 3 รอบ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและลดปัญหาการหลั่งเร็วหรือควบคุมการหลั่งไม่ได้
การให้ยารักษาหลั่งเร็วมีอะไรบ้าง
หากผู้ป่วยมีอาการป่วยเดิมที่เกี่ยวข้องเป็นเหตุทำให้เกิดการหลั่งเร็ว แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาตามอาการและความเหมาะสม ได้แก่
- ยาต้านเศร้า (Antidepressant)
นอกจากจะใช้รักษาผู้ที่มีอาการและอยู่ในภาวะซึมเศร้า ผลข้างเคียงของกลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านเศร้า คือ ชะลอการถึงจุดสุดยอดของการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเท่ากับชะลอการหลั่งอสุจิในเพศชายด้วย ตัวยาที่ใช้ เช่น พาร็อกซีทีน (Paroxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) และฟลูออกซีทีน (Fluoxetine) - ดาพ็อกซิทีน (Dapoxetine)
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนินเช่นเดียวกับกลุ่มยาต้านเศร้า แต่ดาพ็อกซิทีนจะส่งผลรักษาอาการหลั่งเร็วและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า โดยต้องใช้ยาไม่เกินวันละ 1 ครั้ง รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1–3 ชั่วโมง และไม่สามารถใช้ในผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหัวใจ ตับและไต ผลข้างเคียงจากการใช้ยาตัวนี้ คือ อาการปวดหัว วิงเวียน รู้สึกป่วย - ยาชาเฉพาะที่
ในบางครั้งอาจใช้ยาชาในรูปแบบครีมทา เช่น เบนโซเคน (Benzocaine) ลิโดเคน (Lidocaine) และไพรโลเคน (Prilocaine) ทาบริเวณอวัยวะเพศชายก่อนมีเพศสัมพันธ์ 10–15 นาที เพื่อลดความรู้สึกและชะลอการหลั่งอสุจิ แต่ยาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อฝ่ายหญิงไปด้วยเมื่อมีการดูดซึมยาบริเวณช่องคลอด
การเข้ารับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ
แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น
- การบำบัดร่วมกับคู่ครอง (Couple Therapy)
นักบำบัดจะให้คู่ครองเปิดใจพูดคุยกันถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ แล้วแนะนำแนวทางแก้ไข หรืออีกวิธีคือ การใช้เทคนิคช่วยให้ฝ่ายชายลดปัญหาการหลั่งเร็ว ด้วยการให้ฝ่ายหญิงช่วยสำเร็จความใคร่ให้คู่ครอง แล้วหยุดทำก่อนฝ่ายชายจะถึงจุดสุดยอดและหลั่งอสุจิ พักชั่วขณะแล้วจึงเริ่มทำกิจกรรมทางเพศต่อ เพื่อฝึกควบคุมและชะลอการหลั่งของฝ่ายชาย - การรับคำปรึกษาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิต
เป็นกระบวนการพูดคุยปรึกษาหาคำแนะนำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวล ช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาและจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อาจเห็นผลทางการรักษาได้ดียิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับวิธีการรักษาด้วยยา
สรุป การรักษาหลั่งเร็ว
หากการหลั่งเร็วไม่ได้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศหรือไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาและความไม่สบายใจ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปพบแพทย์ แต่หากการหลั่งเร็วเริ่มสร้างปัญหา และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง
ควรไปปรึกษาปัญหาสมรรถภาพทางเพศชายขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อหาแนวทางในการรักษาและแก้ไขต่อไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
สำหรับใครที่ต้องสอบถามการรักษาหลั่งเร็ว สามารถปรึกษาได้ทาง LINE OA ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกสาขาใกล้บ้าน คลิกที่นี่เพื่อดูสาขาใกล้บ้านคุณ

